1.น้ำเต้าหู้ ดรีมเมอร์ เห่อหมอย

1.น้ำเต้าหู้ ดรีมเมอร์ เห่อหมอย

น้ำเต้าหู้
เราเพิ่งพ้นช่วงดีเพรส (ครั้งที่สองในรอบเดือนครึ่ง) มาได้
พยายามกดดันตัวเองให้สู้ด้วย เพราะรู้ละว่าถ้าปล่อยไปจะซึมเศร้า
เลยโอเค ผ่านมาได้ ทำงานต่อ สนุกกับงานที่สุด
เมื่อเย็นนี้ก็ได้เจอกับอะไรดีๆ ที่ทำให้ฉุกใจคิดบางอย่าง

หน้าบ้านเรามีร้านน้ำเต้าหู้ร้านหนึ่ง เป็นร้านใหม่สุดในย่านนั้น
กลางซอยมีร้านน้ำเต้าหู้อีกร้าน ที่เรากินแล้วเราไอหนักมาก กะรู้สึกเหม็น
พอมาลองเจ้านี้แล้วพบว่าเนื้อเนียนดี สด ใหม่ แม้จะมีกลิ่นน้ำขิงถังข้างๆ ก็เถอะ
คนขายเป็นคนหนุ่มๆ แขนมีรอยสักอย่างเยอะ นางชอบของนาง (ฮ่าๆ)

คนขายนี่แหละประเด็นสำคัญ
ทั้งที่เป็นคนหนุ่มดูไม่เหมาะกับงานแบบนี้เลย แต่ก็มาขาย
แล้วเป็นคนขายของที่อัธยาศัยดีมาก จำได้ว่าลูกค้าคนไหนชอบอะไร
แล้วที่มาซื้อนี่เขากำลังจะไปไหน คนนี้ซื้อถุงเดียว กำลังจะไปทำงานกะดึก
เขาจะหันมาบอกเรา (ที่ซื้อเกือบสิบถุง) ว่าขอให้น้าเขาก่อนนะ จะต้องเข้างาน

เราว่ามันคือความใส่ใจ
และทำให้เรา กับแม่ รวมถึงลูกค้าหลายๆ คนผูกปิ่นโตใจกับน้ำเต้าหู้ใหม่ๆ เจ้านี้

เราเคยถามเขา ว่าเริ่มขายกี่โมง วันนึงกี่ถัง น้ำเต้าหู้ทำเองไหม
เขาตอบเราแบบไม่อิดออด เพราะอัธยาศัยดีๆ แหละมั้ง
เริ่มขายสี่โมง วันนึงทำสามถัง ทุ่มสองทุ่มก็หมดแล้ว

แต่น้ำเต้าหู้ พอทำเองมันมีขั้นตอนมากกว่านั้น

“ป้า เดี๋ยวสิ้นเดือนไม่เจอผมแล้วนะ ผมจะกลับบ้านละ
ไม่รู้ว่าคนที่น้าจะจ้างมาขายใหม่เขาจะคุยกับลูกค้ามั้ย
บางคนเขาก็ทำหน้าตาไม่ดี ไม่คุย ไม่ได้หรอก”

ข่าวที่เพิ่งได้รับทำให้เราสนทนากับเขานานกว่าปกติ

แล้วจะไปทำอะไร…เราถามเขาไป
“เดี๋ยวกลับไปช่วยแม่ขายผลไม้ที่ตลาดไทย
ก็ไปสืบทอดเขานั่นแหละ เอางี้
คิดว่าทำแล้วมันเป็นตัวเองมากกว่าทำน้ำเต้าหู้”

เพราะมีการทักทายทำให้เราคุยกับเขามากกว่าปกติอีกหน่อย

เมื่อวานนี้เราเลยถามว่าทำเองนี่ยังไง เข้าเครื่องปั่นเหรอ
เขาตอบว่า

“แช่น้ำไว้ก่อนครับ จากเม็ดจิ๋วๆ ให้พองเกือบเท่าข้อนิ้ว
เสร็จแล้วก็เอาไปปั่น ไม่มีแป้ง ไม่ใส่อะไรเลย เม็ดถั่วล้วนๆ”

แม่เราถามว่าปั่นยังไง โถปั่นหรือเครื่องปั่น(เครื่องกล)หรือ
“โอ้ย ที่ปั่นแบบโบราณน่ะครับ”
เราถามต่อว่าใช้โม่หินเลยเหรอ
“ช่ายๆ โมหินโบราณนั่นแหละครับ”
แม่ก็ถามอีกว่าแล้วต้องกรองหลายทีไหม
“โหย กรองครับ ขั้นตอนยุ่งยากมาก ทำน้ำเต้าหู้เนี่ย”

“ผมทำเป็นหมดทุกขั้นตอนแล้วนะ น้ำเต้าหู้
แต่พอทำแล้วมันรู้ว่ามันไม่ใช่แนวที่เราชอบ
ผมอยากกลับไปช่วยแม่ทำพวกผลไม้มากกว่า
ชอบมากกว่า มีความสุขดี”

ก่อนเดินกลับเราบอกเขาว่าขอให้โชคดีนะ
ให้น้าได้คนขายน้ำเต้าหู้ใหม่ที่อัธยาศัยดี
เพราะที่ทำอยู่ในรสชาติและคุณภาพดีมาก

———

ดรีมเมอร์

มันทำให้เราคิดถึงชีวิตคนในยุคนี้

เราพบว่ามันเป็นยุคที่ overrated คนที่เป็นดรีมเมอร์ คนที่มีความฝัน
ทั้งสื่อ สังคม ทุกคนยกย่องคนที่พยายาม ดิ้นรน กระเสือกกระสนเพื่อทำตามฝัน
บางครั้งถึงขนาดแนะนำ โน้มน้าว ยุยง ให้หนีจากสิ่งที่เป็นอยู่
ต้องฉีกแนวจากจุดที่ตนยืนตรงนี้ ถึงเท่ ถึงว้าว
ภาพลักษณ์ดีงามเหลือเกิน

คนไม่มีความฝัน/คนที่ทำงานออฟฟิศ คือคนที่ใช้ชีวิตแบบซังกะตาย

ไม่คูล

ควย. (ค่ะ)

คนไม่จำเป็นต้องมีความฝันในวิชาชีพ แต่มีความฝันว่าจะมีเงินเยอะๆ
ได้ใช้เงินไปในทางที่ตนเองชอบเช่น ซื้อฟิกเกอร์ เที่ยว ติ่งเกาหลี
มันก็มีค่าเท่าๆ กับคนที่คิดว่าอยากจะมีตัวตนให้คนอื่นเรียกนั่นแหละ

——–

เห่อหมอย

ทำไมถึงกลายเป็นเรื่องของคนเห่อหมอยกับการมีความฝันนะ
ตัวเราเองเห็นเขียนนิยายแบบนี้ เราไม่เคยคิดว่าอยากเป็นนักเขียนนิยายเลย
จุดเริ่มต้นคืออยากเขียนจัง เขียนสิ พอเขียนแล้ว เออ อยากมีคนอ่านมาแชร์ไอเดียเนาะ
จบ

แม้จริงๆ ก่อนหน้านั้นเราจะมีฝันอื่นก็เถอะ แต่เมื่อไม่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร

แต่การที่เราได้ทำงานที่เรามีความสุข ทำให้เราได้สังเกตรอบข้างมากขึ้น
เพื่อนเราไม่น้อยเลยที่เลือกงานด้วยอุดมการณ์ เป็นครู เป็นอาจารย์ด้วยความตั้งใจ
ไม่ใช่ไปเป็นเพราะไม่รู้จะทำอะไร อันนี้นับถือ
ที่เยอะกว่านั้นคือวงการนักวาด หลายคนตัดสินใจให้มันเป็นงานประจำ
ดูแลตัวเองหลายๆ อย่างเพื่อให้มันดำเนินต่อไปได้

เหี้ย
เอาจริงๆ รอบตัวเรามีแต่ดรีมเมอร์
แต่เป็นดรีมเมอร์ที่ลงมือปฏิบัติจริงด้วยนะ

และก็มีคนในแวดวงหลายๆ อาชีพ ที่ทำงานของตัวเองไป
ไม่ใช่งานที่ใฝ่ฝัน ค้นหา แต่ก็ทำได้ตามทักษะ
หาเงินมา แล้วใช้มันเพื่อความสุข

นี่ก็ดีนี่หว่า

ทุกอย่างมันเริ่มเพี้ยนตรงที่

“ใครๆ ก็ควรเป็นคนที่มีความฝัน
คุณต้องก้าวให้ไกล ไปให้ถึง
จะเรียกวินไปคอร์กี้ฮอล(นามสมมุติ) หรือร่วงลงมาท่ามกลางปลาดาว บลาๆ
คนไม่มีความฝันคุณคือคนที่ต้องค้นหาตัวเองนะ ว่าทำอะไรได้”

(บทสนทนานี้ไม่เกี่ยวกับคนหรือสถานที่ที่มีจริง)

เสือก

ขอโทษค่ะ ไม่สุภาพอีกแล้ว แต่เสือกจริงๆ

คนบางคนความฝันเขาเรียบง่ายกว่านั้น
เขาไม่ได้ฝันที่จะหลีกหนีจากสิ่งที่มีที่เป็น
ความฝันเขาคือสานต่อในสิ่งที่เขาเห็นตรงหน้า
อย่างน้องที่จะไปขายผลไม้ต่อจากแม่

มันดูเป็นเรื่องเรียบง่ายมาก แต่รู้สึกว่าเออ ดีว่ะ
คล้ายจะเป็นเรื่องเล็กแต่จริงๆ เป็นเรื่องใหญ่นะเนี่ย
การที่คนเราตัดสินใจทำอะไรอย่างหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นตัวเอง หรือต่างจากตัวตนตัวเอง

เราว่าน้ำหนักมันก็เท่ากันปะวะ

หรือกระทั่งคนที่ไม่ได้มีความฝันมากมายขนาดที่จะเขียนเป็นเอสเสย์ได้
เขาก็มีน้ำหนักของความฝันที่เรียกว่าการใช้ชีวิตให้มีความสุขเหมือนกัน

การไม่มีความฝันแบบคูลๆ ไม่ใช่เรื่องผิดนะ เราคิดงั้น
จริงๆ แค่ใช้ชีวิตให้ได้อย่างที่อยากทำก็พอแล้วรึเปล่า

อย่าเอาความเห่อหมอยที่มีกับความฝันของตัวเองไปกดคนอื่น
ไม่น่ารัก

และพวกที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แฮปปี้ไปวันๆ
ก็อยากไปเสือกว่าคนที่เขาฝันแล้วพยายามตั้งใจพัฒนาตัวเองว่าโง่ด้วย

แต่ถ้าพวกที่ได้แต่ฝันแล้วไม่ทำอะไร เพ้อไปวันๆ
อันนี้พิจารณาเองว่าจะทำยังไงกับมันดี

ข้อแนะนำคือช่างแม่ง

—————

น้ำเต้าหู้อร่อยจริงๆ นะ
ป.ล. ดอยภาพมาจากเว็บ นี้

Advertisements